Page 86 : ฮิคิโคโมริ น่าเป็นจริงเหรอ?
posted on 06 Sep 2009 16:56 by kyubiz in Diary
เคยทำรายงานเรื่องฮิคิโคโมริเมื่อตอนปี 3 นึกอยากลงนานแล้ว แต่ไม่ได้ลงสักที
เมื่อตอนปี 3 เป็นช่วงที่เราเริ่มไปมหา'ลัยที่ท่าพระจันทร์ และไม่ได้อยู่หอ ต้องนั่งรถไปกลับ
วันนึงประมาณ 4-5 ชั่วโมง ชีวิตช่วงนั้นนรกมาก มองย้อนกลับไปยังงงว่าตัวเองก็ทนมาได้เนอะ
ปกติชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว มาเจอการเดินทางไกลทุกวัน ยิ่งอยากอยู่บ้านเข้าไปอีก
ช่วงนั้นนึกอยากเป็นฮิคิโคโมริมาก คิดง่าย ๆ ว่าดีจังเนอะ อยู่แต่ในบ้านไม่ต้องออกไปไหน
อยากเป็นมาก ๆ มากจนเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อทำรายงานเลย
วันนี้อยากมาตอบโจทย์ที่ว่า "ฮิคิโคโมริน่าเป็นจริง ๆ เหรอ?" ขอตอบด้วยความคิดของเรานะ
ซึ่งคนอื่นจะไม่เห็นด้วยก็ไม่แปลก
ก่อนอื่น ฮิคิโคโมริคืออะไร?
จากคำจำกัดความของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานของญี่ปุ่น (厚生労働省)
ฮิคิโคโมริหมายถึง “สภาพที่เก็บตัวอยู่ในบ้านนานเกิน 6 เดือน โดยไม่ออกไปเรียนหรือไปทำงาน
ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกจากครอบครัวตนเอง” 1
สรุปง่าย ๆ ก็คือ คนที่ขังตัวอยู่ในบ้านนานกว่า 6 เดือน และฮิคิโคโมริส่วนใหญ่จะมี
อาการกลัวคนแปลกหน้า
สาเหตุและอาการขอไม่พูดถึง เพราะนี่ไม่ใช่รายงาน 55 (ที่จริงคือ ถ้าลงก็จะยาวมาก ยาวเกินไป)
ถ้าอยากรู้เรื่องลึก ๆ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเองแล้วกันนะคะ
(ด้านล่างนี้ขอก๊อปรายงานตัวเองมา ภาษาจะทางการนิดนึง 55)
แต่ที่อยากให้อ่านคือ เรื่องเล่าประสบการณ์จากผู้เคยเป็นฮิคิโคโมริ2
นี่เป็นเรื่องของคุณ K อายุ 22 ปี ทำงานพิเศษ อาศัยอยู่คันไซ
สาเหคุจากอีเมลฉบับหนึ่ง ถึงจะน่าอายหรือผิดพลาด แต่เป็นตัวเองก็ดีอยู่แล้วล่ะ!
คุณ K เป็นฮิคิโคโมริตั้งแต่อายุ 15-20 ปี เพราะมีปมด้อยเรื่องการพูดติดอ่าง ทำให้ทางด้านจิตใจ
เป็นฮิคิโคโมริเต็มตัว พออายุ 18 ปีได้ย้ายออกไปอยู่คนเดียว ทางด้านกายภาพจึงมีสภาพกึ่งฮิคิโคโมริ
ในช่วงอายุ 15-20 ปีไม่มีความทรงจำเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องกิจกรรม ความรัก ความสัมพันธ์
กับผู้คน การเรียน หรือการทำงานพิเศษ
ในช่วงอายุ 20 เริ่มเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีอาการตื่นกระหนกแล้ว จิตใจเริ่มสงบลง จึงลองเริ่มทำงานพิเศษ
งานพิเศษที่ทำเป็นงานที่สามารถทำตอนไหนก็ได้ วันไหนอยากไปก็ค่อยไปก็ได้ เคยถูกทำร้ายจิตใจ
เพราะคำพูดของใครบางคนจนไม่ไปทำงานเป็นเดือน แต่ก็ไม่ถูกไล่ออก ในช่วงแรกที่ไปทำงาน
แค่คำถามง่าย ๆ หรือคำทักทาย คุณ K ก็ไม่สามารถตอบได้สักเท่าไหร่ คุณ K จึงปลอบใจตัวเองว่า
"กำลังไปโรงพยาบาลอยู่ ไปเพื่อให้คุ้นกับคน" ฉันปลอบใจตัวเองแบบนี้ แล้วก็ไปทำงาน
「病院に行ってるんだ、人に慣れるために行っているんだ」と自分を励ましつつ、
行っていました。
ในวันหนึ่ง ตอนที่กำลังช่วยพนักงานต้อนรับแขกอยู่นั้น คุณ K ถูกพนักงานคนอื่นเลียนแบบท่าทาง
การพูดติดอ่างล้อเลียนต่อหน้าคนทุกคน และถูกหัวเราะใส่ คุณ K ได้แต่อึ้ง พูดอะไรไม่ออก
ตอนกลับบ้านก็ซ่อนหน้าไว้หลังหนังสือ แล้วก็ร้องไห้
หลังจากเรื่องวันนั้น ฉันคิดว่าทุกคนคงจะคิดว่าฉันเป็นคนที่น่าอายและน่าสมเพชแน่เลย
แต่ก็เพราะคิดไว้ว่า สักวันต้องชินกับผู้คนให้ได้ จึงเตือนตัวเองว่า "กำลังไปโรงพยาบาลนะ"
แล้วก็ไปทำงานพิเศษนั้นต่อไป
あのようなことがあった以上、皆は私のことをひどくみっともなく情けないやつだと
思っているに違いない、と思いながらも、いつかは人に慣れなくてはいけないという
思いから「病院に行っているんだ」と自分を言い聞かせて、引き続きそのバイトに
行っていました。
หลังจากเริ่มทำงานได้ประมาณครึ่งปี ในวันเกิดของฉัน ฉันได้รับอีเมลฉบับหนึ่งจากเด็กในที่
ทำงานพิเศษ "ฉันชอบ K จริง ๆ นะ จากนี้ไปก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ" เด็กคนนั้นอยู่มาตั้งแต่
ฉันเริ่มงานใหม่ ๆ เป็นเด็กที่รู้เรื่องน่าอายของฉันดีที่สุดแท้ ๆ ...
バイトを始めて半年ほど経った私の誕生日のことです。バイト仲間のある女の子
から、メールが来ました。「あたし、Kのこと、ほんとに好きなの。これからも仲良く
してね」その子は私がバイトを始めたときからいた子だったので、私のみっともない
姿を誰よりも知っている子だったのに・・。
คุณ K ผู้เลิกล้มความตั้งใจที่จะหาเพื่อน ไม่มีความหวังว่าจะมีใครมาชอบตน หลังจากได้รับอีเมล
ฉบับนั้น จึงเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น และเริ่มเข้าหาเด็กคนนั้น
ฉันได้เรียนรู้ว่า ถึงจะถูกคนอื่นเห็นตัวเองที่น่าอายแค่ไหน มันก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฉันถูกผู้คนเกลียด
และบางทีนี่คงเป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้
どれだけみっともない自分を見られても、それは人が私を嫌う要因にはなり得ない、
ということ、もしかしたら世間では当たり前のことかもしれませんが、そのことを
学びました。
หลังจากนั้นฉันเริ่มสามารถไปทำงานที่อื่นได้ และคิดได้ว่า สังคมมนุษย์นั้นใจดี เป็นมิตร และยอมรับ
ผู้คนเข้าไปง่ายกว่าที่ตัวเองคิด
それから、他のバイトもするようになり、人や社会は自分が思っているよりも優しく、
穏やかで、受け入れやすいものなのだと思えるようになりました。
คุณ K อยากบอกเล่าผ่านตรงนี้ว่า อย่าไปคิดมากเลย ถึงจะน่าอายหรือไม่มีความสามารถก็ไม่เห็น
เป็นอะไร ขอให้เป็นตัวของตัวเอง ถึงจะสร้างความลำบากให้คนอื่น ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นคนนอกคอก
ไปเสียเมื่อไหร่ ถึงจะทำให้คนอื่นเจ็บปวด แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ไปได้นี่นา หรือถ้าสร้างความเดือนร้อน
ให้ผู้อื่น ครั้งต่อไปก็ให้ระวังมากขึ้นเท่านั้นเอง
ตอนนี้กำลังตั้งใจปรับปรุงตัวจนกว่าจะดีได้ในระดับหนึ่ง โนบิตะเองก็เป็นคนไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว
แต่ก็ยังมีชีวิตต่อไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (หัวเราะ) ไจแอนท์เองก็ร้องเพลงเสียงหลง ซูเนโอะก็เป็น
คนขี้โกหก ชิซึกะจังก็ไม่เก่งไวโอลิน เดคิซุงิคุงเองก็ยังขาดความสนุกสนาน ถึงจะเป็นอย่างนั้น
ทุกคนก็ยังมีชีวิตต่อไปตามปกติ
今では、ある程度までは開き直っています。のびただってあんなにバカでどうしよう
もないのに、それでも一人の人間として生きていっています(笑)。ジャイアンはどう
しようもない音痴だし、スネオはうそつきだし、静香ちゃんはバイオリンが下手で、
出来杉君は面白みに欠けるのに、それでも皆、フツーに生きていっています。
ไม่ใช่สังคมที่ยอมรับคนที่มีความสามารถ แต่การที่ยอมรับมนุษย์ผู้นำพาตัวเองเข้าไปต่างหากคือสังคม
ตอนนี้ฉันคิดแบบนี้ค่ะ
能力のある人間を受け入れるのが社会ではなくて、自分に飛び込んでくる人間を
受け入れるのが社会だと、今では思っています。
จากเรื่องราวของคุณ K ผู้เขียนได้เห็นภาพของผู้ที่เป็นฮิคิโคโมริที่ขาดความมั่นใจในตนเอง
เช่นในกรณีของคุณ K ผู้มีปัญหาด้านการพูดติดอ่างจึงเกิดความไม่มั่นใจและไม่สามารถออกไป
เจอผู้คนได้ แต่การที่คุณ K ไม่ออกไปเข้าสังคมนั้น ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากเข้า แต่เป็น “เข้าไม่ได้”
ดังนั้น เมื่อความตึงเครียดของคุณ K ลดลงในช่วงที่เธออายุ 20 ปีนั้น ทำให้เธอคิดอยากลองออกไป
เจอโลกภายนอก และอยากขจัดความกลัว ความไม่มั่นใจตรงนี้ของตนเองออกไป
เมื่อได้เริ่มไปทำงานพิเศษแล้วเจอปัญหา คุณ K ซึ่งไม่ได้อยากเป็นฮิคิโคโมริ และอยากใช้ชีวิตอย่าง
คนปกติ จึงยังคิดที่จะเอาชนะความกลัวของตน โดยการยังคงไปทำงานอยู่ และเมื่อมาถึงจุดเปลี่ยน
ตอนที่ได้รับอีเมลจากเด็กที่ทำงานด้วยกัน ทำให้คุณ K มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และสามารถ
มองโลกและมองตัวเองในแง่ดีขึ้น สุดท้ายก็สามารถรักษาอาการฮิคิโคโมริได้ นี่ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า
ฮิคิโคโมริเป็นสภาพอย่างหนึ่งและสามารถรักษาให้หายได้
ยาวหน่อย อารมณ์เหมือนอ่านฟิค แต่พอดีว่าเป็นเรื่องจริง
อ้างอิง
1 http://www.nhk.or.jp/fnet/hikikomori/hikitoha/index.html
2 http://www.nhk.or.jp/fnet/hikikomori/experiences/experiences_new.html
สรุป
ตอบโจทย์ที่เราถามตัวเองไว้เมื่อตอนต้น เราคิดว่าฮิคิโคโมริไม่ได้เป็นเพราะอยากเป็น
คนที่เป็นฮิคิโคโมริคือคนที่กลัวการออกไปข้างนอก ไม่ใช่ขี้เกียจออกไปข้างนอก (แบบเรา)
เราไม่ชอบออกจากบ้านก็จริง แต่ก็ไม่ได้กลัวที่จะออกไป และถ้าออกไปเที่ยว ถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว 55
ฮิคิโคโมริจริง ๆ มันไม่น่าเป็นหรอก คนที่เป็นก็ใช่ว่าจะสบาย เพราะยิ่งเมื่อเป็นนาน ๆ เข้า จะมีอาการ
ทางจิตแทรกซ้อนอีก ทั้งนอนไม่หลับ, หยุดกินไม่ได้, วิตกจริตเกินเหตุ, หูฝาด, เป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ
อนึ่ง ฮิคิโคโมริกับโอตาคุที่ชอบหมกตัวอยู่ในห้องก็ไม่เหมือนกันอีก เพราะโอตาคุไม่ได้กลัว
การออกไปข้างนอก แค่ชอบหมกตัวอยู่ในห้อง อยู่ในโลกแห่งจินตนาการเท่านั้นเอง
และฮิคิโคโมริก็ไม่ใช่โอตาคุเสมอไป
หวังว่าทุกคนจะเข้าใจฮิคิโคโมริมากขึ้น 
ถ้ามีข้อสงสัยก็ถามไว้ได้ค่ะ



แต่เดี๋ยวนี้ มาเลยตุลุยโลดด
ยังไงซะ มันก็ไม่ดีต่อคนรอบข้างและตัวเอง
สุขภาพเสียหมด =w=''
#1 By [UdE - - MiwA]~!! on 2009-09-06 18:57